ผนัง PU Foam ใช้ภายนอกอาคารได้ หรือ ไม่?

ผนัง PU Foam

ไขข้อสงสัยว่าผนัง PU Foam ใช้ภายนอกอาคารได้จริง หรือ ไม่

ในปัจจุบัน ผนัง PU Foam ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในงานก่อสร้าง ทั้งอาคารอุตสาหกรรม โรงงาน ห้องเย็น คลังสินค้า อาคารสำนักงานสำเร็จรูป ไปจนถึงบ้านพักอาศัย เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นด้านการเป็นฉนวนกันความร้อน น้ำหนักเบา ติดตั้งรวดเร็ว และ ช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม หลายคนที่กำลังวางแผนก่อสร้าง หรือ ปรับปรุงอาคารมักมีคำถามว่า “ผนัง PU Foam ใช้ภายนอกอาคารได้ หรือ ไม่?” เพราะผนังภายนอกต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรงกว่าภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นแสงแดด ฝน ความชื้น ลมแรง ฝุ่นละออง และ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิตลอดทั้งปี ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจว่า ผนัง PU Foam ใช้ภายนอกอาคารได้ หรือ ไม่ พร้อมอธิบายข้อดี ข้อจำกัด และ ข้อควรระวัง เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกใช้งานได้อย่างเหมาะสม

ผนัง PU Foamใช้ภายนอกได้แต่ต้องมี “เกราะปกป้อง”

หากตอบแบบสั้นๆ และ กระชับที่สุดทางเทคนิคคือ “ผนัง PU Foam สามารถใช้เป็นผนังภายนอกอาคารได้เป็นอย่างดี” แต่มีเงื่อนไขสำคัญว่า เนื้อโฟม PU (Polyurethane) จะต้องไม่สัมผัสกับแสงแดด (รังสี UV) และ สภาพแวดล้อมภายนอกโดยตรง ในทางปฏิบัติ ผนัง PU Foam ที่นำมาใช้เป็นผนังภายนอกจะไม่ใช่โฟมเปลือย แต่จะอยู่ในรูปแบบของ แผ่นฉนวนสำเร็จรูป (Sandwich Panel) ซึ่งมีโครงสร้างประกบปิดผิวหน้า-หลังด้วยแผ่นเหล็กกล้าชุบสารกันสนิม และ เคลือบสีคุณภาพสูง แผ่นเหล็กชั้นนอกนี้เองที่ทำหน้าที่เป็น “เกราะกำบัง” (Shield) ปกป้องเนื้อโฟม PU ที่อยู่ตรงกลางจากการถูกทำลายโดยสภาพแวดล้อมนั้นเอง

ข้อดีของการใช้ผนัง PU Foam เป็นผนังภายนอกอาคาร

การเลือกใช้แผ่นฉนวนสำเร็จรูป PU Foam เป็นเปลือกอาคารภายนอก กำลังเป็นเทรนด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในงานก่อสร้างยุคใหม่ เนื่องจากมีข้อดีที่เหนือกว่าผนังก่ออิฐฉาบปูนแบบดั้งเดิมหลายประการ ดังนี้

  1. ประสิทธิภาพการกันความร้อน และ ประหยัดพลังงานขั้นสูงสุด
    ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนชื้น ผนังภายนอกอาคารต้องรับแสงแดด และ ความร้อนตลอดทั้งวัน ผนังอิฐมอญ หรือ อิฐมวลเบาจะสะสมความร้อน ไว้ในเนื้อวัสดุในช่วงกลางวัน และ แผ่รังสีความร้อนนั้นเข้าสู่ภายในอาคารในช่วงบ่าย และ ค่ำ ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักมาก
    • กันความร้อนตั้งแต่ด่านแรก: PU Foam มีค่าการนำความร้อน (k-Value) ต่ำที่สุดในบรรดาฉนวนเชิงพาณิชย์ (ประมาณ 0.019 – 0.023 W/m.K) ทำให้สามารถบล็อกความร้อนจากแสงแดดไม่ให้ทะลุผ่านผนังเข้ามาในอาคารได้มากกว่า 90%
    • ลดค่าไฟฟ้าอย่างยั่งยืน: เมื่อความร้อนภายนอกเข้าสู่อาคารได้น้อยลง อุณหภูมิภายในจึงคงที่ ช่วยลดภาระการทำงานของระบบปรับอากาศ (HVAC) ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่เดือนแรกที่ใช้งาน
  2. ความเร็วในการก่อสร้าง และ ลดต้นทุนค่าแรง 
    ในเชิงธุรกิจ เวลา คือต้นทุน การสร้างผนังภายนอกด้วยระบบแผ่นสำเร็จรูป PU Foam ช่วยย่นระยะเวลาการทำงานได้อย่างมหาศาล
    • ระบบน็อกดาวน์ : แผ่นผนังถูกตัดแต่งตามขนาดที่ต้องการจากโรงงาน เมื่อมาถึงหน้างาน ช่างสามารถยกขึ้นติดตั้งกับโครงสร้างเหล็กได้ทันทีด้วยระบบรอยต่อแบบเข้าลิ้นล็อก หรือ “Tongue-and-groove joint”
    • ลดขั้นตอนงานปูน : ไม่ต้องรอเวลาก่ออิฐ ไม่ต้องฉาบปูน และ ไม่ต้องรอปูนแห้งเพื่อทาสี เพราะผิวหน้าของแผ่นเหล็กสำเร็จรูปมีความสวยงาม และ ทำสีเสร็จสมบูรณ์มาจากโรงงานแล้ว ทำให้อาคารเสร็จไวขึ้น 2-3 เท่า
  3. น้ำหนักเบา ลดต้นทุนโครงสร้างอาคาร
    ผนังก่ออิฐฉาบปูนมีน้ำหนักเฉลี่ยสูงถึง 180 – 200 kg/ตรม. ในขณะที่แผ่นฉนวน PU Foam ความหนา 2-3 นิ้ว รวมแผ่นเหล็กประกบแล้ว มีน้ำหนักเพียงประมาณ 10 – 15 kg/ตรม. เท่านั้น
    • การที่ผนังมีน้ำหนักเบาลงกว่า 10 เท่า จะช่วยลดภาระคาน เสา และ ฐานราก ของอาคารได้อย่างมหาศาล
    • ส่งผลให้วิศวกรสามารถออกแบบลดขนาดของเสาเข็ม และ โครงสร้างเหล็ก/คอนกรีตลงได้ จึงช่วยประหยัดต้นทุนโครงสร้างรวมของโครงการ
  4. ป้องกันการรั่วซึมของน้ำฝน และ ความชื้น
    โครงสร้างเซลล์ปิด ของ PU Foam มีคุณสมบัติไม่ดูดซับน้ำ ประกอบกับระบบรอยต่อของแผ่นฉนวนในปัจจุบันที่มีการออกแบบให้รอยต่อแนบสนิทกัน พร้อมซีลซิลิโคนกันเชื้อรา และหยอดโฟมซีลแลนท์ เพื่อเพิ่มความหนาแน่น ทำให้ผนังภายนอกประเภทนี้มีความสามารถในการกันน้ำฝนสาด และ การรั่วซึมได้อย่างดีเยี่ยม ไร้ปัญหาเชื้อรา หรือ สีลอกล่อนจากความชื้นภายนอก

ความท้าทาย และ ข้อควรระวังในการใช้ผนัง PU Foam ภายนอกอาคาร

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่การนำแผ่น PU Panel ไปเผชิญโลกภายนอกก็มีความเสี่ยงที่ต้องได้รับการออกแบบ และ ควบคุมการก่อสร้างอย่างรัดกุม หากละเลยปัจจัยเหล่านี้ อาคารอาจเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควรได้

  1. การขยายตัวจากความร้อน
    นี่คือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของผนังภายนอก ในวันที่มีแสงแดดจัด แผ่นเหล็กผิวด้านนอกที่รับแดดโดยตรงอาจมีอุณหภูมิพุ่งสูงมากกว่า 40 องศา ในขณะที่แผ่นเหล็กผิวด้านในอาคารที่เปิดแอร์จะมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่า
    • ความแตกต่างของอุณหภูมิที่สูงมาก ทำให้แผ่นเหล็กด้านนอกขยายตัวมากกว่าแผ่นเหล็กด้านใน
    • หากกระบวนการผลิตแผ่นฉนวนไม่ได้มาตรฐาน เนื้อโฟม PU ยึดเกาะกับแผ่นเหล็กไม่ดีพอ แผ่นเหล็กจะโก่งตัว และ แยกตัวออกจากโฟม เกิดเป็นอาการ “เหล็กบวม” หรือ “ล่อน” 
  2. การซีลรอยต่อ และ จุดเก็บงาน
    น้ำฝน และ ความชื้นเป็นศัตรูตัวร้ายของโครงสร้างภายในอาคาร รอยต่อระหว่างแผ่นผนัง PU Foam รวมถึงจุดเชื่อมต่อกับวงกบประตู หน้าต่าง และแผ่นพื้น เป็นจุดที่เสี่ยงต่อการรั่วซึมที่สุด
    • หากช่างติดตั้งเดินซิลิโคน ไม่เต็มร่อง หรือ เลือกใช้ซิลิโคนเกรดต่ำที่ไม่ทนต่อรังสี UV เมื่อเวลาผ่านไป ซิลิโคนจะกรอบแตก ทำให้น้ำฝนซึมผ่านรอยต่อเข้าไปสัมผัสกับเนื้อโฟมด้านใน และ รั่วเข้าสู่อาคาร
  3. การต้านทานแรงลม
    ผนังภายนอกอาคารต้องปะทะกับแรงลม โดยเฉพาะอาคารสูง หรือ อาคารที่ตั้งอยู่ในพื้นที่โล่งแจ้ง แผ่นผนัง PU Foam นั้นจะพึ่งพาความแข็งแรงจากความหนาของแผ่นผนัง
    • หากระยะห่างของตง หรือ คานยึด กว้างเกินไป หรือ ใช้แผ่นผนังที่มีความบางเกินไป ลมพายุอาจพัดจนแผ่นผนังหลุดลอยออกมาได้

คำตอบของคำถามที่ว่า “ผนัง PU Foam ใช้ภายนอกอาคารได้ หรือ ไม่?” คือ สามารถใช้ได้อย่างแน่นอน และ ยังเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมอย่างมากในงานก่อสร้างยุคใหม่ เนื่องจากมีคุณสมบัติเด่นด้านการเป็นฉนวนกันความร้อน น้ำหนักเบา ติดตั้งรวดเร็ว ช่วยลดการใช้พลังงาน และ มีอายุการใช้งานยาวนาน แต่อย่างไรก็ตาม การใช้งานภายนอกอาคารให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรเลือกความหนาของแผ่นให้เหมาะกับลักษณะอาคาร เลือกวัสดุผิวที่สามารถทนต่อสภาพอากาศ และ การกัดกร่อน รวมถึงติดตั้งโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอจะช่วยยืดอายุการใช้งานได้อย่างแน่นอน ดังนั้นหากสนใจใช้ผนัง PU Foam เราขอแนะนำ บริษัท บีซีเอฟ พาแนล จำกัด ผู้ให้บริการติดตั้ง และ จำหน่ายฉนวนกันความร้อนแบบพียูโฟม และผนัง Sandwich Panel กว่า 30 ปี เราพร้อมให้บริการ และ คำปรึกษาโดยทีมงานมืออาชีพ ที่พร้อมดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ผลิต ไปจนถึงการติดตั้ง เพื่อให้ลูกค้าได้รับโซลูชันที่ดีที่สุดสำหรับทุกโครงการ

ติดต่อสอบถาม

บริษัท บีซีเอฟ พาแนล จำกัด

4/6 หมู่ 12 ถ.ลำลูกกา ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา ปทุมธานี 12150

02-152-7780