ไขข้อสงสัยว่าPU Foam กันน้ำได้จริงไหม
เมื่อพูดถึงวัสดุฉนวนกันความร้อนสำหรับอาคาร โรงงาน ห้องเย็น และ งานอุตสาหกรรม PU Foam ถือเป็นหนึ่งในวัสดุที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยคุณสมบัติในการเป็นฉนวนกันความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูง และสามารถยึดเกาะกับพื้นผิวเหล็กได้ดี อย่างไรก็ตาม หนึ่งในคำถามที่หลายคนมักสงสัยก่อนเลือกใช้งานคือ “PU Foam กันน้ำได้ไหม?” โดยหลายๆคนเข้าใจว่า PU Foam สามารถกันน้ำได้ 100% จึงนำไปใช้ในพื้นที่ที่สัมผัสน้ำโดยตรง ขณะที่บางคนกลับเข้าใจว่าโฟมทุกชนิดสามารถดูดซับน้ำได้ง่าย ความจริงแล้วคำตอบขึ้นอยู่กับ ชนิดของ PU Foam โครงสร้างเซลล์ วิธีการติดตั้ง และ สภาพแวดล้อมในการใช้งาน เนื่องจาก PU Foam มีทั้งแบบเซลล์เปิด และ เซลล์ปิด ซึ่งมีคุณสมบัติด้านการกันน้ำแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่า PU Foam กันน้ำได้จริง หรือ ไม่ มีข้อดี และ ข้อจำกัดอย่างไร เพื่อให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทำไมโครงสร้างเนื้อ PU Foam ถึงกำหนดการกันน้ำ?
คำตอบของคำถามที่ว่า “PU Foam กันน้ำได้ไหม?” ไม่สามารถตอบสั้นๆ แค่ “ได้” หรือ “ไม่ได้” แต่จำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่า เนื้อของโพลียูรีเทนโฟมหลังจากที่ทำปฏิกิริยาเคมี และ ขยายตัวเต็มที่แล้ว จะมีลักษณะโครงสร้างภายในที่แตกต่างกันเป็น 2 โครงสร้างหลัก ซึ่งโครงสร้างเหล่านี้เองที่เป็นตัวกำหนดความสามารถในการกักเก็บหรือกั้นน้ำ
- โครงสร้างแบบเซลล์เปิด
โฟมเซลล์เปิดจะมีลักษณะโครงสร้างภายในที่ “ผนังของเซลล์ หรือ ฟองอากาศไม่ปิดสนิท” ทำให้เกิดช่องว่างขนาดเล็กเชื่อมต่อกันไปเรื่อยๆ ทั่วทั้งเนื้อโฟม คล้ายกับโครงสร้างของฟองน้ำล้างจาน- เมื่อเจอความชื้น และ น้ำ: เมื่อน้ำ หรือ ความชื้นสัมผัสกับเนื้อโฟมเซลล์เปิด โมเลกุลของน้ำจะสามารถแทรกซึมผ่านช่องว่างเหล่านี้เข้าไปภายในเนื้อโฟมได้อย่างง่ายดาย
- สรุปความสามารถในการกันน้ำ: ไม่กันน้ำ และ มีคุณสมบัติในการ “ดูดซับน้ำ”เสียด้วยซ้ำ หากปล่อยให้แช่น้ำเป็นเวลานาน โฟมจะกักเก็บน้ำไว้จนมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น อุ้มน้ำ และ นำมาซึ่งปัญหาเชื้อรา รวมถึงทำให้ประสิทธิภาพการเป็นฉนวนกันความร้อนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- โครงสร้างแบบเซลล์ปิด
โฟมเซลล์ปิด คือโครงสร้างที่ฟองอากาศขนาดเล็กแต่ละเซลล์มี “ผนังปิดสนิท 100%” (หรือ มากกว่า 90% ขึ้นไปในเกณฑ์อุตสาหกรรม) อากาศภายในเซลล์จะถูกกักเก็บไว้โดยไม่สามารถไหลผ่านข้ามเซลล์ได้ และ เนื้อโฟมจะมีความหนาแน่นสูงกว่าโฟมเซลล์เปิดอย่างเห็นได้ชัด- เมื่อเจอความชื้น และ น้ำ: เนื่องจากโฟมไม่มีช่องว่างเชื่อมต่อกันระหว่างเซลล์ โมเลกุลของน้ำจึงไม่สามารถซึมผ่านเข้าไปในเนื้อโฟมได้ ผนังของโฟมแต่ละเซลล์ทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้นน้ำธรรมชาติ
- สรุปความสามารถในการกันน้ำ: กันน้ำ และ กันความชื้นได้ดีเยี่ยม มีอัตราการซึมผ่านของน้ำ และ ไอน้ำต่ำมากจึงนิยมนำมาใช้ในงานที่ต้องสัมผัสความชื้นโดยตรง
เจาะลึกประเภทของ PU Foam ในท้องตลาดกับการเผชิญหน้ากับ “น้ำ”
ในชีวิตประจำวันและการทำงานก่อสร้าง เราจะพบเจอ PU Foam หลักๆ อยู่ 2 รูปแบบ ซึ่งมีการใช้งานและโครงสร้างทางกายภาพที่แตกต่างกัน ดังนี้:
- PU Foam แบบกระป๋องสเปรย์
นี่คือโฟมที่หาซื้อได้ง่ายที่สุดตามร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไป นิยมใช้สำหรับอุดช่องว่างรอยต่อรอบกรอบหน้าต่าง-ประตู รอยเจาะท่อแอร์ หรือ ช่องว่างระหว่างอิฐ และ คาน โฟมประเภทนี้จะขยายตัวเมื่อสัมผัสกับความชื้นในอากาศ- ความจริงเรื่องการกันน้ำของโฟมกระป๋อง: โฟมกระป๋องส่วนใหญ่ในท้องตลาด (เนื้อโฟมเมื่อแห้งแล้วจะมีสีเหลืองอ่อน หรือ ครีม) มีโครงสร้างเป็น “เซลล์เปิดผสมเซลล์ปิด” โดยผิวหน้าภายนอกที่เซ็ตตัวตัว และตึงตัว จะมีคุณสมบัติกันน้ำได้ในระดับหนึ่ง น้ำฝนที่กระเซ็นมาโดนสามารถไหลผ่านไปได้ แต่ถ้าคุณทำการ “ตัดแต่ง หรือ ปาดเนื้อโฟม” เพื่อให้เรียบเสมอผนัง ผิวตึงภายนอกจะถูกทำลาย เผยให้เห็นเนื้อโฟมที่เป็นรูพรุนด้านใน ซึ่งเนื้อด้านในนี้จะ ดูดซับน้ำ ทันที หากโดนฝนสาดเป็นเวลานาน น้ำจะซึมเข้าสู่อาคารผ่านเนื้อโฟมที่ถูกปาดนั้น
- PU Foam ระบบพ่นในแบบแม่พิมพ์ด้วยเครื่องแรงดันสูง
เป็นโฟมที่เกิดจากการผสมกันของสารเคมี 2 ส่วนคือ ส่วน A (Polyol) และ ส่วน B (Isocyanate) โดยผ่านกระบวนการผลิตที่ขึ้นรูปทีละแผ่นในแม่พิมพ์ (Foamed-in-place) ระหว่างวัสดุปิดผิวสองด้านภายใต้แรงดันสูง- โฟมพ่นประเภทนี้สามารถเลือกสูตรการผลิตได้ว่าจะให้เป็น Closed-Cell (เซลล์ปิด หนาแน่นสูง)
- หากเป็นสูตรเซลล์ปิดจะสามารถ กันน้ำ และ ป้องกันการรั่วซึมของน้ำฝน และสภาพอากาศภายนอกได้เป็นอย่างดี เพราะเนื้อโฟมที่พ่นจะเกิดปฏิกิริยาฟูตัวเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็ง
ศัตรูตัวร้ายที่แท้จริง: แสงแดด (UV) กับความสามารถในการกันน้ำที่สูญเสียไป
หลายๆ คนอาจเข้าใจผิดว่าปัญหาน้ำรั่วซึมผ่านพียูโฟมเกิดจากความไร้ประสิทธิภาพของตัวโฟมเอง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตัวการที่ทำให้คุณสมบัติการกันน้ำของ PU Foam พังทลายลงอย่างรวดเร็ว คือ รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากแสงแดด
โพลียูรีเทนเป็นสารเคมีที่ไม่ทนต่อแสงแดดจัด เมื่อ PU Foam (ทั้งแบบกระป๋อง และ แบบพ่นในแบบแม่พิมพ์) ถูกปล่อยทิ้งไว้ให้โดนแดดส่องโดยตรงเป็นเวลานาน (ประมาณ 1-3 เดือนขึ้นไป) จะเกิดกระบวนการเสื่อมสภาพทางเคมี ซึ่งสังเกตได้จาก:
- สีเปลี่ยน: จากสีเหลืองนวล หรือ ขาวจะเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้ม บราวน์ หรือ น้ำตาล
- เนื้อโฟมกรอบร่อน: ผิวหน้าโฟมที่เคยตึงแน่นจะเริ่มกลายเป็นผงแป้ง และ หลุดล่อนออกทีละชั้น
- โครงสร้างเซลล์พังทลาย: เมื่อผิวภายนอกหลุดออก โครงสร้างเซลล์ปิดด้านในจะแตกตัวกลายเป็นเซลล์เปิด ส่งผลให้ ความสามารถในการกันน้ำสูญเสียไปโดยสิ้นเชิง และ กลายเป็นช่องทางให้น้ำฝนไหลซึมเข้าสู่อาคารได้มากกว่าเดิม
กฎเหล็กของการใช้ PU Foam หน้างานกลางแจ้ง: ยูรีเทนโฟมทุกชนิดที่ใช้งานภายนอกอาคาร “ต้องมีวัสดุปิดทับป้องกันแสงแดดเสมอ” ไม่ว่าจะเป็นการปิดผิวด้วยวัสดุเหล็กทั้งด้านนอก และด้านใน หรือการยาแนวด้วยพียูซีลแลนท์ทับอีกชั้นหนึ่ง
สรุปเนื้อหาสำคัญเพื่อให้คุณจำไปใช้งานได้อย่างแม่นยำ คือ PU Foam สามารถกันน้ำได้ดีเยี่ยม เฉพาะเมื่อมันอยู่ในรูปแบบโครงสร้าง “เซลล์ปิด” และ มีผิวสัมผัสภายนอกที่สมบูรณ์เท่านั้น โดยการออกแบบระบบกันน้ำที่ดี จะต้องใช้ความแข็งแรง และ ยืดหยุ่นของพียูโฟมร่วมกับประสิทธิภาพการกันน้ำ และแสงแดดของซีลแลนท์เสมอ การผสมผสานวัสดุอย่างถูกวิธีเช่นนี้ จะช่วยให้อาคารของคุณปลอดภัยจากทั้งความร้อนของแสงแดด และ ปัญหาการรั่วซึมของน้ำฝนได้อย่างยาวนานนับสิบปี ดังนั้นหากสนใจใช้งาน PU Foam เราขอแนะนำ บริษัท บีซีเอฟ พาแนล จำกัด ผู้ให้บริการติดตั้ง และ จำหน่ายฉนวนกันความร้อน และผนัง Sandwich Panel กว่า 30 ปี เราพร้อมให้บริการ และ คำปรึกษาโดยทีมงานมืออาชีพ ที่พร้อมดูแลตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ผลิต ไปจนถึงการติดตั้ง เพื่อให้ลูกค้าได้รับโซลูชันที่ดีที่สุดสำหรับทุกโครงการ
ติดต่อสอบถาม
บริษัท บีซีเอฟ พาแนล จำกัด
4/6 หมู่ 12 ถ.ลำลูกกา ต.บึงคำพร้อย อ.ลำลูกกา ปทุมธานี 12150

